วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

แปลศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑


แปลศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ ๑

ด้านที่ ๑
ประวัติ
“พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์  แม่กูชื่อนางเสือง  พี่กูชื่อบานเมือง  ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน  ผู้ชายสาม ผู้ญีงโสง  พี่เผื-อ  ผู้อ้าย  ตายจากเผือเตียมแต่ยังเล็ก”  (ด้านที่๑ บรรทัดที่๑-๓)
บิดาขอพ่อขุนรามคำแหงชื่อ ศรีอินทราทิตย์  มารดาชื่อ นางเสือง  พี่ชายชื่อ บานเมือง  พ่อขุนรามคำแหงมีพี่น้องท้องเดียวกันทั้งหมดห้าคน  เป็นผู้ชายสามคน ผู้หญิงสองคน พี่ชายคนโตของพ่อขุนรามคำแหงได้ตายจากไปตั้งแต่พ่อขุนรามคำแหงยังเป็นเด็กอยู่

สงคราม
“เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้  สิบเก้าเข้า  ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด  มา  ท่  เมืองตาก  พ่อกูไปรบ  ขุนสามชน  หัวซ้ายขุนสามชนขับมา  หัวขวา  ขุนสาม ชนเกลื่อนเข้า  ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกูหนีญญ่าย  พ่ายจะแจ้-น  กูบ่หนี  กูขี่ช้างเบกพล  กูขับเข้าก่อนพ่อกู  กูต่อ ช้างด้วยขุนสามชน  ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อ มาสเมืองแพ้  ขุนสามชนพ่ายหนี  พ่อกูจึงขึ้นชื่อ กู ชื่อพระรามคำแหง  เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน” (ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๓-๑๐)
เมื่อพ่อขุนรามคำแหงอายุได้สิบเก้าปี ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดได้ยกทัพมาตีเมืองตาก พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ไปออกรบกับขุนสามชน เมื่อทหารปีกซ้ายและปีกขวาของขุนสามชนขี่ช้างจะขับมาชนช้างของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ไพร่พลต่างวิ่งหนีกันชลมุน เพราะว่ากลัวแพ้ แต่พ่อขุนรามคำแหงไม่ได้หนี กลับขึ้นขี่ช้างแล้วเข้าพุ่งชนกับช้างมาสเมือง ซึ่งเป็นช้างของขุนสามชนแทนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์จนช้างมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนก็ได้แพ้แล้วหนีเตลิดไป ด้วยเหตุนี้ทำให้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์สถาปนาพ่อขุนรามคำแหงเป็น พระรามคำแหง

ลักษณะนิสัย
“ชน  เมื่อ-อชั่วพ่อกู  กูบำเรอแก่พ่อกู   กูบำเรอแก่แม่กู  กูได้ตัว เนื้อตัวปลา  กูเอามาแก่พ่อกู  กูได้หมากส้มหมากหวา-น  อันใดกินอร่อยกินดี  กูเอามาแก่พ่อกู  กูไปตี หนังวังช้าง  ได้  กูเอามาแก่พ่อกู  กูไปท่บ้านท่เมื-อง  ได้ช้างได้งวง  ได้ปั่ว  ได้นาง  ได้เงือนได้ทอง  กูเอา มาเวนแก่พ่อกู  พ่อกูตายยังพี่กู  กูพร่ำบำเรอแก่พี่ กู  ดั่งบำเรอแก่พ่อกู  พี่กูตาย  จึ่งได้เมืองแก่กูทั้ง-กลม” (ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๑๐-๑๘)
พ่อขุนรามคำแหงคอยปรนนิบัติรับใช้พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และนางเสืองอย่างจงรักภักดี เมื่อหาสัตว์บกสัตว์น้ำ ผลไม้ต่าง ๆ หรืออะไรที่อร่อยจะนำมาถวายเสมอ ไปคล้องช้างได้ช้างมากี่เชือกก็จะนำมาถวาย แม้ไปตีบ้านตีเมืองอื่นได้เชลยชายหญิง ได้เงินได้ทอง ก็นำมาถวายแด่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ตลอด เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สิ้นพระชนม์พ่อขุนบานเมืองครองราชย์ต่อ พ่อขุนรามคำแหงก็ยังคงปฏิบัตตนเช่นเดิม ยังคงคอยปรนนิบัติรับใช้พ่อขุนบานเมืองดั่งเช่นเคยทำกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์

เศรษฐกิจ
“เมื่อชั่วพ่อขุนรามคำแหง  เมืองสุโขทัยนี้ดี  ในน้ำ มีปลา  ในนามีข้าว  เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่าง  เพื่- อนจูงวัวไปค้า   ขี่ม้าไปขาย  ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใคร จักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า” (ด้านที่๑ บรรทัดที่ ๑๘-๒๑)
สมัยพ่อขุนรามคำแหงเมืองสุโขทัยมีความอุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และพ่อขุนรามคำแหงไม่ได้เก็บภาษีจากประชาชน ทำให้ใครอยากจะขายอะไรก็ขายกันอย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นช้าง ม้า เงิน ทอง

กฎหมาย
“ไพร่ฟ้าหน้าใสลูกเจ้าลูกขุนผู้ใดแล้  ล้มตายหายกว่า  เหย้าเรือนพ่อเชื้อ เสื้อ  คำมัน  ช้างขอ  ลูกเมียเยียข้าว  ไพร่ฟ้าข้าไท  ป่า หมากป่าพลูพ่อเชื้อมัน  ไว้แก่ลูกมันสิ้น  ไพร่ฟ้า ลูกเจ้าลูกขุน  ผิแลผิดแผกแสก  ว้างกัน  สวนดู แท้แล้  จึ่งแล่งความ  แก่ขา  ด้วยซื่อ  บ่เข้าผู้ลักมัก ผู้ซ่อน  เห็นข้าวท่านบ่ใคร่พีน  เห็นสินท่านบ่ใคร่เดือ-ด  คนใดขี่ช้างมาหา  พาเมืองมาสู่  ช่อยเหนือเฟื้-อกู้  มันบ่มีช้างบ่มีม้า  บ่มีปั่วบ่มีนาง  บ่มีเงือ นบ่มีทอง  ให้แก่มัน  ช่อยมันตวงเป็นบ้านเป็นเมือง ได้เข้าเสือกข้าเสือ  หัวพุ่งหัวรบก็ดี  บ่ฆ่าบ่ตี  ใน ปากประตูมีกระดิ่งอันณื่ง  แขวนไว้หั้น  ไพร่ฟ้าหน้า ปก  กลางบ้านกลางเมือง  มีถ้อยมีความ  เจ็บท้อง ข้องใจ  มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิงขุนบ่ไร้  ไปลั่นกะ-ดิ่งอันท่านแขวนไว้  พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยิน  เรียกเมือถาม  สวนความแก่มันด้วยซื่อ” (ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๒๒ ถึง ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๑)

            เมื่อมีการทะเลาะกันเกิดขึ้นพ่อขุนรามคำแหงก็จะสอบสวนด้วยความยุติธรรม ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแม้ว่าจะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ตาม ราษฎรที่มีเรื่องร้องทุกข์สามารถจะมาสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้ที่ประตูเพื่อให้พ่อขุนรามคำแหงตัดสินแต่ไต่สวนได้ทุกเมื่อ และหากเจ้าเมืองไหนอยากจะตั้งเมืองเป็นของตนเอง พ่อขุนรามคำแหงก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่มีช้าง ก็ให้ช้าง ไม่มีเงินทองก็ให้ไปจนสามารถตั้งเป็นเมืองได้

ด้านที่ ๒
ภูมิประเทศ
“ไพร่ใน เมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม  สร้างป่า  หมากป่าพลู  ทั่วเมือ-งนี้ทุกแห่ง  ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้  ป่าลาง ก็หลายในเมืองนี้   หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็หลายในเมืองนี้  ใครสร้างได้ไว้แก่มัน กลางเมืองสุโขทัยนี้  มีน้ำตระพังโพยสี  ใสกินดี …ดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง  รอบเมืองสุโขทัยนี้  ตรี-บูร  ได้สามพันสี่ร้อยวา”(ด้านที่ ๒ บรรทัดที่ ๒-๘)
ราษฎรเมืองสุโขทัยนี้นิยมปลูกต้นไม้กันมาก มีการปลูกหมาก ปลูกพลู ต้นมะพร้าว ต้นขนุน ต้นมะม่วง ต้นมะขามมีมากอยู่ในเมืองสุโขทัย ที่กลางของเมืองมีสระน้ำที่ใสสะอาด สามารถใช้ดื่มกินได้ เมืองสุโขทัยล้อมรอบไปด้วยกำแพงเมืองที่มีทั้งหมดสามชั้น ความยาว ๙.๘ กิโลเมตร

ประเพณีและศาสนา
“คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทาน  มักทรงศีล  มักโอยทาน  พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้  ทั้งชาวแม่  ชาวเจ้า  ท่วยปั่วท่วยนา ง  ลูกเจ้าลูกขุน  ทั้งสิ้นทั้งหลาย  ทั้งผู้ชายผู้ญีง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสน  ทรงศีลเมื่อพรร-ษาทุกคน  เมื่อออกพรรษากรานกฐิน  เดือนณื่ง  จึ่-งแล้ว  เมื่อกรานกฐิน  มีพนมเบี้ย  มีพนมหมาก  มี พนมดอกไม้  มีหมอนนั่งหมอนโนน  บริพารกฐินโอ-ยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน  ไปสูดญัติกฐิน  เถิงอ-ไรญิก  พู้น  เมื่อจักเจ้ามาเวียง  เรียงกันแต่อไร ญิกพู้นเท้าหัวลาน  ดํบงคํกลอง  ด้วยเสียงพาทย์  เสียงพิ-ณ   เสียงเลื้อน  เสียงขับ  ใครจักมักเล่น  เล่น  ใครจั-กมักหัว  หัว  ใครจักมักเลื้อน  เลื้อน  เมืองสุ-โขทัยนี้  มีสี่ปากประตูหลวง  เที้ยรย่อมคนเสียดกันเข้ามาดูท่านเผาเทียน  ท่านเล่นไฟ  เมืองสุโขทัยนี้ มีดั่งจักแตก”(ด้านที่ ๒ บรรทัดที่๑-๒๓)
คนในเมืองสุโขทัยนี้ชอบทำทาน ถวายสังฆทาน ทั้งพ่อขุนรามคำแหง หญิงชาววัง และราษฎรทั้งหญิงชายต่างก็มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะถือศีลกันเมื่อถึงวันเข้าพรรษา และเมื่อออกพรรษาก็จะมีการทอดกฐิน ถวายสังฆทาน มีการจัดพานดอกไม้ พานเงิน พานทอง หมอน และเงินอีกสองล้านเบี้ยเพื่อถวายกฐินและสังฆทานทีวัดในป่า ตลอดเมืองจะมีการตีกลอง มีการละเล่นดนตรี ขับร้องเพลง ขับทำนองเสนาะ กันอย่างสนุกสนาน ผู้คนต่างเบียดเสียดกันเข้ามาชมการเล่นเผาเทียนและการเล่นๆไฟ ทางประตูใหญ่ทั้งสี่ประตู

ศาสนสถาน
“กลางเมืองสุโขทัยนี้  มีพิหาร  มี พระพุทธรูปทอง มีพระอัฏรารศ  มีพระพุทธรูป พระพุทธรูปอันใหญ่  มีพระพุทธรูปอัน ราม  มีพิหารอันใหญ่  มีพิหารอันราม  มีปู่ ครูนิสัยมุตก์  มีเถร  มีมหาเถร  เบื้องตะวันตก เมืองสุโขทัยนี้  มีอไรญิก  พ่อขุนรามคำแหงกระทำ โอยทานแก่มหาเถรสังฆราชปราชญ์เรียนจบปิฎกไตร หลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคน  ลุกแต่เมืองศรีธ-รรมราชมา  ในกลางอรัญญิก  มีพิหารอันหนึ่ง  มน ใหญ่  สูงงามแก่กม  มีอัฏฐารศอันณื่ง  ลุกยื-น  เบื้องตะวันโอก  เมืองสุโขทัยนี้  มีพิหาร  มีปู่ครู มีทะเลหลวง  มีป่าหมากป่าพลู  มีไร่มีนา  มีถิ่น มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก  มีป่าม่วง  มีป่าขาม  ดูงามดังแกล้-(ง  …แต่)ง” (ด้านที่ ๒ บรรทัดที่๒๓ ถึง ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑) 
กลางเมืองสุโขทัยมีการสร้างวัดเล็ก วัดใหญ่ มีพระพุทธรูปองค์เล็ก องค์ใหญ่ ที่แตกต่างกันออกไป  มีพระภิกษุที่มีพรรษาตั้งแต่ ห้าพรรษาจำวัดอยู่ มีพระเถร พระมหาเถร อยู่ทางทิศตะวันตก พ่อขุนรามคำแหงจะทำการถวายสังฆทานแก่พระมหาเถรสังฆราชในป่า ซึ่งที่กลางป่านั้นมีเจดีย์กลมใหญ่อยู่ซึ่งมีความสวยงามมากที่สุด มีพระพุทธรูปปางมารวิชัยยืนหันพระพักตร์ไปทางด้านตะวันออก ถือว่าองค์นี้เป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุด ที่เมืองสุโขทัยมีวัด มีพระ มีป่า มีต้นไม้ต่าง ๆพันธุ์กัน ราษฎรมีบ้านเรือน งดงามดั่งความตั้งใจของพ่อขุนรามคำแหง

ด้านที่ ๓
ภูมิประเทศ
“เบื้องตีนนอนเมืองสุโขทัยนี้  มีตลาดป สาน  มีพระอจนะ  มีปราสาท  มีป่าหมากพร้าว  ป่าหมาก ลาง  มีไร่  มีนา  มีถิ่นฐาน  มีบ้านใหญ่  บ้านเล็ก  เบื้-องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้  มีกุฎีพิหาร  ปู่ครู อยู่  มีสรีดภงส  มีป่าพร้าวป่าลาง  มีป่าม่วงป่าขาม มีน้ำโคก”  (ด้านที่ ๓ บรรทัดที่ ๑-๖)
ทางทิศเหนือมีตลาด มีพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีปราสาท มีป่าไม้ ต้นมะพร้าวต้นหมาก ต้นขนุน มีสวนมีไร่ มีบ้านเรือนของราษฎรตั้งถิ่นฐานกันอยู่ ส่วนทางใต้มีกุฏิอารามของพระ มีทำนบสำหรับทำชลประทาน มีป่ามีต้นไม้มากมายเช่นกัน มีลำธารที่ได้ไหลออกมาจากเขาขพุง

ความเชื่อ
“มีพระขพุง  ผีเทพดา  ในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผี  ในเมืองนี้  ขุนผู้ใดถือเมือง สุโขทัยนี้แล้  ไหว้ดีพลีถูก  เมืองนี้เที่ยง  เมือง นี้ดี  ผิไหว้บ่ดี  พลีบ่ถูก   ผีในเขาอั้น  บ่คุ้มบ่ เกรง”(ด้านที่ ๓ บรรทัดที่๖-๑๐)
ภูเขาขพุงนี้ มีความเชื่อกันว่าผีที่สิงอยู่ที่เขานี้มีอำนาจยิ่งกว่าผีทุกตนในละแวกนั้น หากเจ้าเมืองสุโขทัยทำการเซ่นไหว้ บูชาอย่างดี ผีในเขาขพุงจะดลให้บ้านเมืองมั่นคง เพราะว่าผีคุ้มครอง แต่หากเซ่นไหว้ไม่ดีจะทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน เพราะว่าผีเขาขพุงไม่คุ้มครอง

ศาสนา
“เมืองนี้หาย  ๑๒๑๔  ศก  ปีมะโรง  พ่อขุนรามคำ-แหง  เจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยนี้  ปลูกไม้ตา-ลนี้  ได้สิบสี่เข้า  จึ่งให้ช่างฟันขดานหิน  ตั้งหว่าง กลางไม้ตาลนี้  วันเดือนดับ  เดือนโอกแปดวัน  วั-นเดือนเต็ม  เดือนบ้างแปดวัน  ฝูงปู่ครู  เถร  มหาเถ-ร  ขึ้นนั่งเหนือขดานหิน  สูดธรรมแก่อุบาสก  ฝู-งท่วยจำศีล  ผิใช่วันสูดธรรม  พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัย  ขึ้นนั่งเหนือขดา-นหิน  ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน  ฝูงท่วยถือบ้านถือ เมือง  ครั้นวันเดือนดับเดือนเต็ม  ท่านแต่งช้างเผื-อกกระพัดลยาง  เที้ยรย่อมทองงา(ซ้าย)ขวา  ชื่อรูจาครี พ่อขุนรามคำแหง  ขึ้นขี่ไปนบพระ(เถิง)อรัญญิกแล้-วเข้ามา” (ด้านที่๓ บรรทัดที่ ๑๐-๒๒)
พุทธศักราช ๑๘๓๕ พ่อขุนรามคำแหงครองราชย์สมบัติเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยครบ ๑๔ ปี จึงสั่งให้ช่างทำกระดานหินไปวางไว้กลางป่าตาล ถ้าเป็นวันพระจะมีพระครู พระเถร พระมหาเถร มานั่งเทศนาธรรมให้กับประชาชน แต่หากไม่ใช่วันพระพ่อขุนรามคำแหงจะขึ้นนั่งแล้วให้ประชาชนหรือเจ้าเมืองอื่นที่เป็นประเทศราชมาปรึกษาหารือได้ หากมีเรื่องทุกข์ใจหรือข้องใจ เมื่อถึงวันพระพ่อขุนรามคำแหงจะแต่งช้าง ให้สวยงาม งาประดับไปด้วยทอง ช้างพระที่นั่งของพ่อขุนรามคำแหงชื่อว่า จูราครี

จารึก
“จารึกอันณื่ง  มีในเมืองชเลียง  สถาบกไว้ ด้วยพระศรีรัตนธาตุ  จารึกณื่ง  มีในถ้ำชื่อถ้ำ พระราม  อยู่ฝั่งน้ำสำพาย  จารึกอันณื่ง  มีในถ้ำ  รัตนธาร  ในกลวงป่าตาลนี้  มีศาลาสองอัน  อันณื่งชื่อ ศาลาพระมาส  อันณื่ง   ชื่อพุทธศาลา  ขดานหินนี้  ชื่อม-นังศิลาบาตร  สถาบกไว้นี้  จึ่งทั้งหลายเห็น”(ด้านที่ ๓ บรรทัดที่๒๒-๒๗ )
จารึกอันหนึ่งมีในเมืองเชลียงซึ่งถือว่าเป็นเมืองสำคัญขณะนั้น ที่สร้างไว้ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จารึกอีกอันหนึ่งมีอยู่ที่ถ้ำพระราม  และจารึกอีกอันหนึ่งมีอยู่ในถ้ำรัตนธารที่กลางป่าตาล ซึ่งมีศาลาอยู่สองหลัง หลังหนึ่งชื่อศาลาพระมาส อีกศาลาชื่อพุทธศาลา กระดานหินที่ใช้สำหรับแสดงธรรมชื่อว่ามนังศิลาบาตร ด้านที่ ๔
ประวัติ
“พ่อขุนรามคำแหง  ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็-นขุนในเมืองศรีสัชนาลัยสุโขทัย  ทั้งมา  กาว  ลาว แลไทยเมืองใต้หล้าฟ้าฏ (ต่อ) … ไทยชาวอู  ชาวของ  มาออ-ก”(ด้านที่๔ บรรทัดที่๑-๔)
พ่อขุนรามคำแหงเป็นบุตรของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ซึ่งเป็นเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัย ซึ่งปกครองพวกมา กาว ลาว ไทยชาวอู ชาวของ
ศาสนสถาน
“๑๒๐๗ ศกปีกุน  ให้ขุดเอาพระธาตุออกทั้งหลาย เห็น  กระทำบูชาบำเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน  จึ่-งเอาลงฝังในกลางเมืองศรีสัชชนาลัย  ก่อพระเจ ดีย์เหนือ  หกเข้าจึ่งแล้ว  ตั้งเวียงผา   ล้อมพระม-หาธาตุ  สามเข้าจึงแล้ว   เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่ มี”(ด้านที่๔ บรรทัดที่ ๔-๙)
พุทธศักราช ๑๘๒๘ พ่อขุนรามคำแหงให้ขุดเอาพระธาตุที่มีการฝังไว้ออกมาให้หมด แล้วทำพิธีบูชาใหม่อีกครั้งแล้วจึงนำไปฝังลงที่กลางเมืองศรีสัชชนาลัย แล้วก่อเจดีย์เหนือบริเวณที่ฝังพระธาตุ แล้วสร้างกำแพงหินล้อมรอบพระมหาธาตุ
อักษรไทย
“๑๒๐๕  ศก  ปีมะแม  พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจ ในใจ   แลใส่ลายสือไทยนี้  ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพื่-อขุนผู้นั้นใส่ไว้  พ่อขุนรามคำแหงนั้นหา เป็นท้าว  เป็นพระยาแก่ไทยทั้งหลาย  หาเป็น ครูอาจารย์สั่งสอนไทยทั้งหลายให้รู้ บุญรู้ธรรมแท้  แต่คนอันมีในเมืองไทยด้วย รู้ด้วยหลวก  ด้วยแกล้วด้วยหาญ   ด้วยแคะ ด้วยแรง  หาคนจักเสมอมิได้”(ด้านที่๔ บรรทัดที่๙-๑๖)
เมื่อก่อนไม่มีอักษรไทยจนกระทั่งพุทธศักราช ๑๘๒๑ พ่อขุนรามคำแหงคิดใคร่ครวญอยู่ในใจแล้วประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นมาใช้ พ่อขุนรามคำแหงนั้นเป็นท้าว เป็นเจ้าเมืองแก่ชาวไทยทั้งหลาย ไม่ได้เป็นอาจารย์ที่สั่งสอนคนทั่วไปให้รู้บุญรู้บาป แต่คนในเมืองไทยมีความรู้มาก ความกล้าหาญหาใครจะเทียบไม่ได้
อาณาเขต
“อาจปราบฝูงข้า เสิก  มีเมืองกว้างช้างหลาย  ปราบเบื้องตะวันอ-อก  รอดสรลวง  สองแคว  ลุมบาจาย  สคา  เท้าฝั่งขอ-ง  เถิงเวียงจันทน์เวียงคำ  เป็นที่แล้ว  เบื้อ(อ)งหัว นอน  รอดคณฑี  พระบาง  แพรก  สุพรรณภู-มิ  ราชบุรี  เพชรบุรี  ศรีธรรมราช  ฝั่งทะเล สมุทรเป็นที่แล้ว  เบื้องตะวันตก  รอดเมือ-งฉอด  เมือง…น  หงสาวดี  สมุทรหาเป็-นแดน o เบื้องตีนนอน  รอดเมืองแพร่  เมื-องม่าน  เมืองน…เมืองพลัว  พ้นฝั่งของ เมืองชวา  เป็นที่แล้ว o ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้า-นลูกเมืองนั้น  ชอบด้วยธรรมทุกคน”(ด้านที่๔ บรรทัดที่ ๑๖-๒๗)
            อาณาเขตของเมืองสุโขทัยกว้างขวาง เพราะสามารถปราบข้าศึกได้มาก ทางด้านตะวันออกมีพื้นที่ถึงเมืองสระหลวง เมืองสองแคว เมืองลุม เมืองจาบาย ทางทิศใต้ที่จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร สุพรรณบุรี  ราชบุรี เพชรบุรี ถึงนครศรีธรรมราชและชายฝั่งทะเล ทางด้านตะวันตกจะอยู่ถึงเมืองหงสาวดี ทิศเหนือจะอยู่ถึงจังหวัดน่าน หลวงพระบาง พ่อขุนรามคำแหงปกครองและดูแลเมืองเหล่านี้อย่างดี ด้วยความเป็นธรรมมาโดยตลอด

นางสาวบานชื่น  ผกามาศ
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  เอกประวัติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

“นิสิตนักศึกษา” เครื่องมือที่ถูกใช้ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

               “นิสิตนักศึกษา” เครื่องมือที่ถูกใช้ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 
หากเปรียบอดีตเป็นตัวละครเรื่องหนึ่งที่ตัวละครมากมายโลดแล่นอยู่บนเวที ความทรงจำต่างๆที่เรามีต่ออดีตก็เปรียบเสมือนแสงไฟจากสปอตไลท์ที่คอยสาดส่องไปบนเวที มีผู้ชมที่ชมอยู่ด้านล่างคอยชม คอยเชียร์ คอยให้กำลังใจและคอยลุ้นไปตามเรื่องราวบนเวที รุ่งขึ้นหลังละครนั้นจบลง บรรดาหนังสือพิมพ์ วารสารต่างๆ ก็มีการเขียนถึงละครเรื่องนั้นพร้อมกับภาพประกอบละครที่ต่างสำนักพิมพ์กัน  ก็จะแตกต่างกันไป ตามความคิด ความรู้สึกและทัศนคติของผู้เขียนแต่ละคน เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องราวเหล่านี้กลายมาเป็นประวัติศาสตร์ให้รุ่นหลังๆได้ศึกษา และนำมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องราวนั้นๆ ซึ่งยิ่งกาลเวลาผ่านไป เนิ่นน่านเท่าไหร่ก็ยากที่จะหาข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดและเป็นจริงที่สุด จะมีก็เพียงแต่ข้อมูลที่ใกล้เคียงที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนลงความเห็นว่าสามารถเชื่อถือได้มากที่สุด (ใช้หลักฐานชิ้นอื่นๆประกอบด้วย)         เท่านั้นเอง  ซึ่งหลักฐานแต่ละชิ้นนั้นก็จะให้ข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าใครจะนำข้อมูลชิ้นไหนมาวิเคราะห์หรือว่ากล่าวถึง จึงจะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นอดีตเดียวกัน  เหตุการณ์เดียวกัน เวลาเหมือนกัน แต่ผลที่ออกมาก็แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นแง่ของความคิดและการแสดงออกต่ออดีต

 เหตุของความรุนแรง 6 ตุลาฯ
            ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม 2519 คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเหตุการณ์ 6 ตุลา หรือการชุมนุมเพื่อขับไล่ไม่ให้จอมพลประภาส จารุเสถียรและจอมพลถนอม กิตติขจรกลับเข้าประเทศหลังจากต้องออกนอกประเทศไปตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษาเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ (รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร) สาเหตุของความขัดแย้งในเดือนตุลาคม 2519 จนนำไปสู่การนองเลือดนั้น เดิมทีเกิดเรื่องเมื่อครั้งที่จอมพลประภาสเดินทางเข้าประเทศ (ซึ่งเดินทางเข้ามาก่อนจอมพลถนอม) แต่ก็ไม่ได้เกิดเหตุร้ายแรงเท่ากับการที่จอมพลถนนอมเดินทางเข้าประเทศโดยการบวชสามเณร กลุ่มศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้รวมตัวกันชุมนุมประท้วงขับไล่อย่างจริงจัง โดยมีการรวมตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างนั้นก็ได้มีการแสดงละครกรณีที่พนักงานไฟฟ้านครปฐมและสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ถูกแขวนคอและถูกซ้อมจนตายระหว่างที่ทำการออกติดป้ายโปสเตอร์ประท้วงต่อต้านจอมพลถนอม เหตุการณ์แสดงละครนี้ทำให้แกนนำที่ทำการแสดงถูกฟ้องหมิ่นประมาท เรื่องที่คนแสดงที่ถูกแขวนคอมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับพระบรม       วงศานุวงศ์พระองค์หนึ่ง  ขณะนั้นการเมืองการปกครองของไทยเป็นของคณะรัฐมนตรีชุด ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ (พรรคประชาธิปัตย์) ต้องทำหน้าที่ดูแลเรื่องราวและจัดการควบคุมเหตุการณ์ทั้งหมดให้เรียบร้อยทั้งเรื่องการแสดงคนถูกแขวนคอและการชุมนุมประท้วงของกลุ่มนิสิตนักศึกษา อีกทั้งจะต้องรักษาความปลอดภัยของประชาชนให้ได้มากที่สุดอีกด้วย แต่ก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะว่าก็ได้มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำการชุมนุมประท้วงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของกลุ่มนิสิตนักศึกษา คือ กลุ่มนวพล ลูกเสือชาวบ้าน ชมรมแม่บ้าน ชมรมวิทยุเสรี เป็นต้น ก็ได้ทำการชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้าด้วยเช่นกัน ขณะนั้นคณะรัฐมนตรีจะกระทำหรือสั่งการอะไรก็ต้องให้มีความเสมอภาคกันมากที่สุด เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีความเห็นทางด้านการเมืองที่แตกต่างกัน
“กลุ่มนิสิตนักศึกษา”  เครื่องมือที่ถูกมายืมใช้
            การแสดงละครเรื่องพนักงานไฟฟ้านครปฐมถูกแขวนคอ ของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกสถานีวิทยุยานเกราะนำมาเผยแพร่ข่าวว่าคนที่แสดงถูกแขวนคอนั้นมีหน้าตาละม้ายคล้ายกับพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์หนึ่ง จึงเหมือนกับว่ากลุ่มนักศึกษาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเวลาต่อมา เห็นได้ว่ากลุ่มที่เปรียบเสมือนกำลังเสียงโหมกระหน่ำเรื่องนี้คือ กลุ่มของคลื่นวิทยุยานเกราะ โดยการนำของ พล ท.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา  นายสมัคร สุนทรเวชและทมยันตี และการที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาถูกโจมตีจากวิทยุคลื่นนี้คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรมากนัก เพราะว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่คัดค้านความคิดและแนวทางของกลุ่มนิสิตนักศึกษาเช่นเดียวกับกลุ่มที่ชุมนุมที่ลานพระรูปทรงม้า อีกทั้งมีฐานอำนาจทางการเมืองแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งที่สำคัญไว้รองรับแต่ก็สามารถที่จะคัดค้านอำนาจของนายกรัฐมนตรีได้ คือ พรรคชาติไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (คนในคณะรัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์) สถานีวิทยุยานเกราะจึงเผยแพร่ข่าวในทางสร้างกระแสโจมตี กลุ่มนิสิตนักศึกษา พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีเรียกร้องให้ขับไล่รัฐมนตรีฝ่ายซ้าย 3 คนออก ( นายสุรินทร์ มาศดิตถ์  นายชวน หลีกภัย และนายดำรง ลัทธพิพัฒน์)โดยอ้างว่ามีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องกับกลุ่มนิสิตนักศึกษา  แล้วให้นายสมัคร  สุนทรเวชเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย (ชมรมแม่บ้านเป็นกลุ่มที่เสนอข้อเรียกร้องนี้ต่อนายกรัฐมนตรี) ซึ่งการเรียกร้องในลักษณะแบบนี้แสดงให้เห็นว่ากลุ่มพรรคชาติไทยและสถานีวิทยุยานเกราะมีการร่วมมือวางแผนและมีการเตรียมการที่จะทำรัฐประหารหรือโค่นอำนาจของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว โดยมีการร่วมมือกันระหว่างคนในชุดรัฐมนตรีเก่า กับคนที่อยากที่จะมีอำนาจใหม่  ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ฝ่ายนายกรัฐมนตรีได้เสนอให้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่นายชาติชาย ชุณหะวันคัดค้านการเสนอให้ออกประกาศ เพราะจะส่งผลต่อกลุ่มที่ชุมนุมอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเดือดร้อนตามไปด้วย แต่เมื่อเห็นว่าจะแพ้คะแนนเสียงในสภาจึงพาพล.ต.ต.เจริญฤทธิ์  จำรัสโรมรันเข้ามาร่วมคัดค้านด้วย คำถามหนึ่งที่ควรคิดคือทำไมถึงพล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ เข้าไปร่วมประชุมแล้วสามารถโต้ตอบ/เถียงกับนายกรัฐมนตรีได้ โดยที่ไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด และก็สามารถทำให้เสียงในสภานั้นพลิกผัน เมื่อเหตุการณ์ขณะนั้นเป็นเช่นนี้ก็ดูเหมือนว่ากลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ทำการประท้วงอยู่นั้นได้กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มนักการเมืองที่ต้องการผลประโยชน์เข้าตนเอง โดยการเป็นเครื่องมือครั้งนี้ถึงขั้นต้องเสียเลือดเสียเนื้อแม้จะต่อสู้ด้วยความถูกต้อง ไม่มีอาวุธให้ใช้เหมือนดั่งฝ่ายทหารและตำรวจ หากหลายคนเคยได้เห็นภาพของตำรวจนายหนึ่งที่เล็งปืนเข้าไปสู่กลุ่มนิสิตนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมกับปากคาบบุหรี่อย่างสบายใจ จะสะท้อนให้เห็นว่าการทำงานของตำรวจเหมือนเป็นการทำงานด้วยความสะใจมากกว่าทำงานเพื่อหน้าที่ ทั้งที่คนเป็นตำรวจน่ามีจรรยาบรรณความซื่อสัตย์และความยุติธรรมต่อประชาชนแต่ภาพที่สื่อออกมากลับไม่ได้เป็นอย่างที่ดี ก็คงได้แต่รู้สึกสงสารกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ต้องกลายมาเป็นเครื่องมือให้กับนักการเมืองและคนที่ต้องการมีอำนาจทางการเมือง โดยที่ไม่สามารถทำอะไรไดนอกจากยอมรับและโดนทำร้าย
ผลลัพธ์ที่ออกมา
            ผลที่ออกมาของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลุ่มนิสิตนักศึกษาถูกปิดล้อมอยู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยกลุ่มทหารและตำรวจ ซึ่งมีกำลังและอาวุธครบมือ หากกล่าวตามเอกสารที่ได้อ้างถึงเหตุการณ์นี้จะพบว่ากลุ่มนิสิตนักศึกษานั้นมีอาวุธเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีเพียง 10% จาก 100% ก็ว่าได้ ซึ่งอาวุธส่วนใหญ่ของนักศึกษาก็เป็นปืนพกขนาดเล็ก ระเบิดขวด เป็นต้น ส่วนอาวุธที่เป็นของกลุ่มทหารและตำรวจนั้น มีระเบิด ปืนสั้น ปืนขนาดต่างๆกันไป แต่เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้แล้ว พล.ต.ท. ชุมพล โลหะชาละ รองอธิบดีกรมตำรวจกลับรายงานต่อ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ ว่ากลุ่มนิสิตนักศึกษามีอาวุธร้ายแรงถึงขนาดกับยิงตอบโต้กับกลุ่มทหารและตำรวจจนได้รับบาดเจ็บและตายไปหลายราย แต่ในเวลาต่อมาอธิบดีกรมตำรวจได้เข้ามารายงานซึ่งได้ให้ข้อมูลที่ตรงกันข้ามกับที่ พล.ต.ท. ชุมพลกล่าวไว้อย่าสิ้นเชิง จึงไม่ใช่เพียงแต่รัฐมนตรีหรือข้าราชการที่อยู่ในสภาเท่านั้นที่เตรียมพร้อมที่จะทำรัฐประหารแม้แต่รองอธิบดีเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องและรู้เห็นเป็นใจด้วย ซึ่งหากในเวลานั้นอธิบดีกรมตำรวจไม่เข้ามารายงานผลก่อน นายกรัฐมนตรีอาจจะสั่งการที่เป็นอันตรายถึงชีวิตของกลุ่มนิสิตนักศึกษาแล้วก็เป็นได้ ซึ่งหากท่านได้สั่งการเป็นอย่างนั้นก็จะทำให้คำสั่งนั้นกลายเป็นคำสั่งที่กลับมาทำร้ายตัวของท่านเองก็เป็นได้ เพราะว่าสถานการณ์ในขณะนั้นไม่ได้รุนแรง แต่เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการว่าอย่างไรก็ต้องทำตาม เป็นการเปิดโอกาสและช่องทางในการทำร้ายและกำจัดกลุ่มนิสิตนักศึกษาของอีกหลายกลุ่มก็เป็นได้ แต่ไม่ว่านายกรัฐมนตรีจะสั่งการหรือไม่สั่งการอย่างไร ผลที่ออกมาก็เป็นภาพที่สยดสยองอยู่ในผู้คนที่ร่วมในเหตุการณ์นั้นอยู่ตลอดเวลา นั้นก็คือ การที่กลุ่มนิสิตนักศึกษานั้นถูกยิงกราดเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างหนักโดยไม่ว่าจะกล่าวคำอ้อนวอนให้เด็กและสตรีออกไปข้างนอก ฝ่ายทหารและตำรวจก็ไม่ยอมฟังยังโหมกระหน่ำยิงเข้าใส่กลุ่มนิสิตนักศึกษาเหมือนกับไม่ใช่ยิงเข้าใส่คน และเมื่อยิงแล้วก็ยังลากศพทั่วสนาม หรือแม้จะเป็นผู้ที่ไม่มีอาวุธที่ร้ายแรงมีเพียงแค่ไม้ท่อนเดียวก็ยิ่งเข้าใส่อย่างไม่ใส่ใจ การกระทำเช่นนี้ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นได้เพราะดูเหมือนเป็นการกระทำที่โหดร้ายทารุณเพื่อนมนุษย์จนเกินไป อีกทั้งเมื่อมาตรวจสอบถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีแล้วก็พบว่านายกฯไม่ได้เป็นคนที่สั่งการให้ทำเช่นนี้ จึงมีคำถามให้คิดอีกว่า ในเมื่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนสั่งการแล้วใครเป็นคนสั่งการ ? หากตอบแบบคาดเดาก็คงตอบได้ว่า อาจจะเป็นฝ่ายของตำรวจหรือฝ่ายของทหารก็เป็นได้ ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบที่แน่นอนได้ การตัดสินใจในการปราบจลาจลของกลุ่มประท้วงนั้นจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจะต้องมีการนองเลือด แต่จะทำอย่างไรให้มีคนเสียชีวิตน้อยที่สุดหรือไม่ให้มีเพียงแค่ผู้บาดเจ็บเท่านั้น  จากเหตุการณ์นี้ก็ไม่มีหลักฐานชิ้นไหนที่บอกได้ว่ามีผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ หลายต่อหลายคนได้ปล่อยให้การเสียชีวิตของประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษาเป็นเรื่องที่หายไปตามกาลเวลาโดยไม่สามารถหาผู้ที่กระทำการรุนแรงหรือผู้สั่งการมาลงโทษได้  สะท้อนให้เห็นว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขณะนั้นไม่ได้มีอำนาจในการคลี่คลายปัญหาความรุนแรง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับสังคมไทยอีกต่อไปแล้ว หากเกิดเหตุการณ์การชุมนุมประท้วงอีก ก็คงจะต้องพึ่งพารัฐประหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์ ซึ่งแม้หลายคนไม่อยากที่จะให้เกิดการรัฐประหาร แต่ก็คงเลี่ยงไม่ได้ว่าทุกครั้งการรัฐประหารโดยการนำของกลุ่มทหารก็ทำให้บ้านเมืองสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่ง
            จากก่อนที่ประชาชนไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย แต่หลังจากการเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นเสมือนจุดพลิกให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น มีปากมีเสียงมากขึ้น จนเชื่อมโยงมาถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งแม้ทั้งสองเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตมากมาย แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น แม้ว่าสุดท้ายแล้วก็จะต้องจบลงด้วยการทำรัฐประหารก็ตาม เหตุการณ์ในอดีตก็ย่อมทำให้เห็นภาพของสังคมและการเมืองที่มีปัญหา พฤติกรรมของคนที่แตกต่างกันไป ก็คงเป็นอีกสีสันหนึ่งที่ช่วยเติมแต่งและแต้มให้กับเหตุการณ์นั้นๆ ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นการกระทำของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายทหาร และฝ่ายประชาชน (ที่ไม่ใช่กลุ่มนิสิตนักศึกษา) ที่มีมาตรฐานไม่ทัดเทียมกัน เพราะทุกคนย่อมีเหตุผลเป็นของตัวเอง และคงจะต้องทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสังคมที่มีแต่ความแก่งแย่งกันเป็นธรรมดา แต่เพราะสิ่งนี้จึงทำให้กลุ่มนิสิตนักศึกษากลายมาเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้ และหลังจากเหตุการณ์นั้นตัวละครที่เป็นกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่เคยเป็นตัวละครที่โดดเด่นกลับจางหายไปจากประวัติศาสตร์ ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันเรื่องทางการเมืองก็ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวไปแล้วสำหรับนิสิตนักศึกษา คงจะดีไม่น้อยถ้ากลับมาเห็นความสำคัญของการเมืองอีกครั้งหนึ่งแล้วช่วยกันทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจริงๆเสียที…

 นางสาวบานชื่น    ผกามาศ


คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  เอกประวัติศาสตร์
มหาวทิยาลัยบูรพา  บางแสน

เอกสารอ้างอิง
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2541). จาก 14 ถึง 6 ตุลาฯ. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ
              มนุษยศาสตร์.
ธิกานต์  ศรีนารา. (2553). หลัง 6 ตุลาฯ ว่าด้วยภาพความขัดแย้งทางความคิดระหว่างขบวนการนักศึกษา
           ก่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (2). กรุงเทพฯ: ๖ ตุลาฯรำลึก.
ประจักษ์ ก้องกีรติ. (2545). สงครามความทรงจำกับการปฏิบัติการทางการเมืองขบวนการนักศึกษาไทย
             หลัง 6 ตุลา-ปัจจุบัน. จุลสารไทยคดีศึกษา, 18(4), 15-37