วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

เกี่ยวกับฉัน

อันที่จริงแล้วไม่ได้ตั้งใจที่จะตั้งบล็อคนี้ขึ้นมา
แต่เผอิญนึกขึ้นได้ว่า มีบทความที่เคยทำส่งอาจารย์ อยู่หลายชิ้นเหมือนกัน
หากเก็บไว้แต่ในคอมของตัวเอง ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์อะไร
แต่ถ้ามาเก็บไว้ในบล็อค แล้วเผยแพร่ให้กับคนอื่นได้ชม
บางทีอาจจะเป็นประโยชน์กับใครสักคนนึงก็เป็นได้

ก่อนอื่นก็คงต้องบอกว่า เนื้อหาทั้งหมดเป็นความคิด และความตั้งใจที่ทำส่งให้อาจารย์
งานแต่ชิ้นอาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง ก็คงต้องขออภัยด้วย

แต่ก็เต็มที่กับงานทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ ค่ะ

บานชื่น ^^

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555


ราชสกุลแพทย์ในพระองค์
สังคมไทยให้การยอมรับและให้เกียรติและศรัทธาในวิชาชีพแพทย์มานาน  ถือกันว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง    ในบรรดาผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์  “แพทย์หลวง”  จะเป็นแพทย์ที่พระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว     ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติหน้าที่ในราชสำนัก  ทำหน้าที่ถวายการรักษาพยาบาลองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระมเหสีเทวี  พระราชโอรส  พระราชธิดา  พระบรมวงศานุวงศ์                 ข้าราชบริพาร  ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่  แพทย์หลวงจึงเป็นวิชาชีพที่สำคัญมาก
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท เป็นต้นราชสกุลแพทย์ประจำพระองค์  (องค์เจ้าชายนวม)  ประสูติเมื่อ 8 กรกฎาคม 2351  ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่49  ของพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  พระมารดาคือ  เจ้าจอมมารดาปราง
พระองค์เจ้านวมได้รับการศึกษาเบื้องต้นตามแบบฉบับของพระราชสำนัก  โดยเฉพาะความรู้ทางการแพทย์  ได้ถวายพระองค์เป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส                          วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม   ทรงมีความรู้ทางด้านการแพทย์และเภสัชกรรม  รวมทั้งด้านโหราศาสตร์  ระเบียบแบบแผนประเพณีแห่งราชสำนัก  พระองค์ได้ถ่ายทอดให้กับพระองค์เจ้านวมด้วยเมตตาธรรม  นอกจากความสนใจในศิลปวิทยาการ  พระองค์เจ้านวมยังมีความสนใจในวิชาการแพทย์แผนใหม่ตะวันตก  ที่คณะมิชชันนารีอเมริกันนำเข้ามาเผยแพร่ พร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาคริสต์  พระองค์เจ้านวมได้รับราชการสนองพระพระคุณพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และพระบาทสมเด็จ               พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รวมทั้งสิ้น 3 รัชกาลด้วยกัน    พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่  11  สิงหาคม  2410  ทรงพระชนมายุได้  63  พรรษา
            พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์  หมอสายแพทย์ในพระองค์รุ่นที่ 2  ประสูติเมื่อ         25 กุมภาพันธ์ 2388  เป็นโอรสองค์ที่สองในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท และ หม่อมแย้ม หม่อมเจ้าชายสายได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากพระบิดา  ทั้งวิชาทางการแพทย์  วิชาการพาณิชย์  และวิชาการด้านอื่นๆที่จำเป็นสำหรับการรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อพระบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ได้ดำรงตำแหน่งจางวางกรมหมอ  รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  และได้กราบถวายบังคมทูลให้ว่าจ้าง  นายแพทย์ปีเตอร์  เคาแวน       ( เป็นแพทย์ชาวตะวันตกคนแรกที่ได้เข้ามารับราชการในพระราชสำนัก )  พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ ทรงมีบทบาทในการปรับปรุงการแพทย์ และการสาธารณสุข ซึ่งเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระบาทสมเด็จ               พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ การสร้างโรงพยาบาล ได้แก่  โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่  26 เมษายน  2431  พระวรวงศ์เธอ  พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์  สิ้นพระชนม์เมื่อ 3 กันยายน  2455  ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รวมสิริชันษา 67  ปี
หม่อมราชวงศ์สุวพรรณ  ได้ไปศึกษาวิชาแพทย์ที่ยุโรป ตามความเห็นของหมอปีเตอร์  เคาแวน  ว่าควรส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาแพทย์อย่างยุโรปแล้วเข้ามารับราชการต่อไปภายหน้า  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วย  จึงเลือกหม่อมราชวงศ์สุวพรรณด้วยว่าจะได้เป็นทายาทสืบวิชาของบิดาและพระอัยกาลงมาเป็นช่วงที่ 3  ซึ่งเวลานั้นหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ อายุเพียง 9 ขวบ  ได้ไปศึกษาเล่าเรียนในเมืองสก็อตแลนด์ จนเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก  ได้ปริญญาเป็นเบซออฟเมดิซีน  เมื่อกลับมาที่กรุงเทพฯ  ก็ได้รับการอบรมความรู้กิจการบ้านเมืองจากพระบิดา ด้วยเพราะหม่อมราชวงศ์สุวพรรณมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษดี เมื่อเข้ารับราชการจึงทรงเป็นทั้งผู้ช่วยในการแพทย์แล้ว ยังทำงานด้านการต่างประเทศ  กิจการทหาร และยังได้ทำการขุดคลองนาอีกด้วย  นอกจากนี้ ยังได้รักษาพยาบาลราษฎรในท้องถิ่น   หม่อมราชวงศ์สุวพรรณได้ป่วยเป็นโรคไตพิการเรื้อรัง  ความดันโลหิตสูง และถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่  21 มกราคม  2496 รวมสิริอายุได้ 63  ปี  ถือเป็นการหมดช่วงสายแพทย์ในพระองค์รุ่นที่ 3
ศาสตราจารย์นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร  สนิทวงศ์  เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวน 6 คนของพลเอกเจ้าพระยาวงศานุปพัทธ์  และท่านผู้หญิงตาด (สิงหเสนี)  เกิดเมื่อวันที่  9 มกราคม  2451  หม่อมหลวงเกษตร  สนิทวงศ์ได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนเทพศิรินทร์  จนในปี พ.ศ. 2466  ท่านอายุได้  15  ปี  พระบาทสมเด็จ           พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับหม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นนักเรียนทุนส่งไปศึกษาวิชาการแพทย์ที่อังกฤษ  เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนประจำเทรต์คอลเลจ  และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเอดินเบิร์ก  แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้ท่านต้องกลับเมืองไทย แต่อีกไม่กี่ปีต่อไปท่านได้เดินทางกลับไปศึกษาต่อจนได้ปริญญากลับมา แล้วได้ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  ท่านได้รับกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์  เป็นกรรมการแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ  พระบรมวงศานุวงศ์  เป็นแพทย์ผู้ถวายการประสูติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช                สยามมกุฏราชกุมาร   สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ                 เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์  ท่านถึงอสัญกรรมเมื่อวันที่  25  สิงหาคม  2538  ท่านสิริอายุได้ 87 ปี
แพทย์ในพระองค์รุ่นที่5  ประกอบด้วยศาสตราจารย์นายแพทย์ดนัย  สนิทวงศ์   ณ  อยุธยา  และ ศาสตราจารย์นายแพทย์กุลพัทธ์  สนิทวงศ์  ณ  อยุธยา
ศาสตราจารย์นายแพทย์ดนัย  สนิทวงศ์   ณ  อยุธยา  เกิดเมื่อวันที่  22 กรกฎาคม  2468  ได้รับการศึกษาจากมารดาที่บ้าน เพราะบิดารับราชการต้องเดินทางบ่อย แต่ท่านเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทำให้สามารถสอบเทียบเข้าเรียนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ได้  ต่อจากนั้นได้เข้าศึกษาเป็นนักเรียนรุ่นแรก ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อจบแล้วไปเรียนเตรียมแพทย์ที่คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่ออีก 2 ปี แล้วได้ข้ามฟากไปเรียนคณะแพทยศาสตร์  โรงพยาบาลศิริราช  ศาสตราจารย์นายแพทย์ดนัย  สนิทวงศ์   ณ  อยุธยา  ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ  ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยแพทย์ประจำพระองค์    ต่อมาจึงได้ดำรงตำแหน่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์  เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม  2525  ศาสตราจารย์นายแพทย์ดนัย  สนิทวงศ์   ณ  อยุธยา   ถึงอสัญกรรมเมื่อวันที่ 20  สิงหาคม  2534   อายุได้ 66 ปี
ศาสตราจารย์นายแพทย์กุลพัทธ์  สนิทวงศ์  ณ อยุธยา  ได้สืบทอดภารกิจมาจากบิดาคือ  ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษตร  สนิทวงศ์     ท่านเป็นผู้ถวายการประสูติพระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ,  พระเจ้าหลานเธอ  พระองค์เจ้าสิริยาภาจุฑาภรณ์  และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
จะเห็นได้ว่าราชสกุลแพทย์ในพระองค์  ไม่ได้ประกอบวิชีพแพทย์เพียงอย่างเดียว ยังได้ช่วยสร้างความเจริญก้าวหน้ากับประเทศไทยด้วย  สร้างประโยชน์ที่ทำให้ประชาชนอยู่กันอย่างสบายมากขึ้น แล้วสะดวกยิ่งขึ้น  ดังนั้นแพทย์หลวง  จึงเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะในอดีตหรือในปัจจุบันก็ตาม

ที่มา :  เล็ก  พงษ์สมัครไทย . (2548).ราชสกุลแพทย์ในพระองค์.กรุงเทพ.น้ำฝน
นางสาวบานชื่น  ผกามาศ

มหาตะมะ คานธี นักสู้ "อหิงสา"


มหาตมะ คานธี  นักสู้  “อหิงสา”
                โมหันทาส  กรามจันท  คานธี  หรือมหาตมะ คานธี  เกิดในครอบครัวฮินดู วรรณะแพทย์  ในจังหวัดโปรพันทาร ประเทศอินเดีย  เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2412 ฐานะทางครอบครัวถือว่าร่ำรวย   เมื่อเขาอายุได้เพียง      14  ปี  ได้แต่งงานกับกัสตูรไบ หญิงวัยเดียวกันตามประเพณีฮินดูที่พ่อแม่ได้จัดขึ้น ต่อมาได้มีบุตร 4 คน       คานธีเป็นคนที่นิสัยอยากรู้อยากเห็น  เป็นคนขี้อาย
                เมื่อคานธีอายุได้ 19 ปี ได้จากภรรยาและบุตรไปศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาที่อินเดียแล้ว ได้ตัดสินใจทำงานให้กับบริษัทกฎหมายอินเดียแห่งหนึ่งที่ต้องการให้เขาไปที่แอฟริกาใต้ ซึ่งสมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรภพอังกฤษ ชาวอินเดียที่เดินทางไปที่นั่น จะถูกดูถูกดูแคลนจากคนผิวขาว  ขณะเดินทางเขาถูกตำรวจคนหนึ่งโยนออกมาจากรถไฟพร้อมกับสัมภาระ เขาต้องทนกับความเหน็บหนาวอย่างโกรธแค้น แม้ว่าเขาจะมีตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งก็ตามที  เหตุการณ์นี้เป็นชนวนที่ทำให้เขาทำงานเพื่อสิทธิ และ เสรีภาพให้กับคนอินเดียในแอฟริกาใต้ถึง 21 ปี  โดยใช้ “กฎสัตยาเคราะห์” หรือการไม่ใช้ความรุนแรง อีกทั้งยังคงต่อสู้ทางกฎหมายด้วยเช่นเดียวกัน  เขาเป็นแนวหลักในการจัดตั้งชุมชนชาวนา บ้านอธิษฐาน, ฟาร์มตอยสตอย ,อาศรมสาบรามาติ เพื่อชาวอินเดีย  โดยมีกัสตูรไป ภรรยาของเขาคอยช่วยเหลือ
                เมื่อภารกิจในแอฟริกาใต้เสร็จสมบูรณ์ คานธีได้เดินทางกลับอินเดีย  ได้เห็นว่าคนอินเดียมีความยากจนกันมาก จึงได้ขอร้องให้คนอินเดียทิ้งผ้าของอังกฤษทั้งหมดแล้วหันมาผลิตผ้ากันเอง หรือซื้อเสื้อผ้าของอินเดีย ส่งผลให้คนส่วนใหญ่มีงานทำ เพราะว่าขณะนั้นอินเดียอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ จึงเป็นขั้นตอนเดียวที่จะทำให้อินเดียก้าวไปสู่อิสรภาพ  คานธียอมเสียสละความสุขส่วนตัวของตนเอง เพื่ออิสรภาพของประเทศ และเพื่อชาวอินเดียทุกคน  หลายครั้งที่เขาถูกจับคุมขังขณะที่เป็นแกนนำหลักในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพของจักรพรรดิของอังกฤษ  แต่เขาก็สามารถออกมาต่อสู้ ประท้วงความถูกต้องได้อีกเสมอๆ  คานธีเผยแผ่หลักอหิงสาให้กับคนทั้งอินเดียได้เข้าใจ  หลายครั้งที่เขาประท้วงโดยการอดอาหารจนร่างกายอ่อนแอ แต่เขาก็ยังไม่ย่อท้อ เพราะมีภรรยาของเขาคอยดูแล  เมื่อต่อมาภรรยาของเขาได้เสียชีวิตลง ช่วงนั้นเป็นเวลาที่ร่างกายของคานธีย่ำแย่ลงมากที่สุด
                วันที่ 30 มกราคม 2491  คานธีถูกลอบสังหารโดย  นาธูรัม  กอดส์ ชาวฮินดูหัวรุนแรงที่ปะปนอยู่ในหมู่ฝูงชนที่มาชุมนุมสวดมนต์ต่อหน้าสาธารณชน โดยได้ลั่นกระสุนปืนพกลูกโม่ใส่เขา 3 ครั้งนัดซ้อนจน คานธี ทรุดลงฮวบลงพร้อมพึมพำนามของพระเจ้าว่า “เฮ รามา”
ที่มา : ธงไชย  พรหมปก. มหาตมะ คานธี นักสู้ “อหิงสา”. พิมพ์ครั้งที่ 1  2537 กรุงเทพฯ: พิมพการณ์ การพิมพ์

นางสาวบานชื่น  ผกามาศ 

ท่วงทำนองอิสลามในอหิงสาของคานธี


ท่วงทำนองอิสลาม ในอหิงสาของคานธี
                คานธีเป็นบุคคลที่สนใจในศาสนาต่างๆ อย่างมาก จัดได้ว่าเป็นนักอ่านผลงานทางศาสนาคนหนึ่ง แต่ศาสนาที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของคานธีมากที่สุด คือ ศาสนาอิสลาม สืบเนื่องมาจากมารดาของคานธี “พุธลีไบ” ที่เป็นผู้ที่เลื่อมใสในศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้ง ไปวัดเป็นประจำทุกวันถือศีลอดอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยรับประทานอาหารก่อนสวดมนต์  จึงทำให้คานธีมีความรู้สึกเคารพต่อพระคัมภีร์อัลกุรอานเป็นอย่างมาก และคานธียังได้รับแรง       บันดาลใจจากภารกิจของท่านศาสดาในระยะแรกของชีวิตด้วย คือ ช่วงที่ท่านศาสดามูฮัมหมัดถูกเหยียดหยามและปฏิเสธจากประชาชนของท่านเอง เพราะท่านเลือกศรัทธาและสั่งสอนผู้คนในสิ่งที่ท่านเชื่อ คานธีจึงพบว่า คำสอนของท่านศาสดาแห่งศาสนาอิสลามเข้ากับหลักอหิงสาของเขาได้อย่างดี
                แนวคิดอหิงสาของคานธีมีเนื้อหาเข้มข้นและซับซ้อน หลายคนได้โต้แย้งนิยามของคำว่า “อหิงสา” ต่างกันออกไป แต่คานธีเห็นว่า อหิงสาไม่ใช่วิถีของคนขลาดแต่เป็นวิถีของผู้กล้าที่พร้อมจะเผชิญกับความตาย ซึ่งจะคล้ายกับแนวทางเรื่องความตายของศาสนาอิสลาม คือการกลับไปหาเอกองค์อัลเลาะห์ ที่ให้สู้รบ หากแต่คานธีวิเคราะห์ต่อไปว่าการสู้รบมีจุดมุ่งหมายสูงสุดเพื่ออะไร เขาได้เห็นว่าสัจจะเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด ที่เป็นจุดรวมของทุกชีวิต ปรัชญาของเขาคือ “สัจจะคือพระผู้เป็นเจ้า” หากแต่เขาคิดว่าหากการทำลายล้างชีวิตด้วยกันเองก็เท่ากับทำร้ายสัจจะ ดังนั้นอหิงสาจึงเป็นแนวทางเดียวที่จะนำไปสู่สัจจะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งคือ เอกภาพและความศักดิ์สิทธิ์ของทุกชีวิต  คานธีได้เสนอเงื่อนไขเพื่อความจำเป็นเพื่อความสำเร็จในการใช้แนวทางอหิงสา 3 ประการ คือ ไม่ควรเกลียดชังต่อศัตรู  ประการที่สอง ประเด็นนั้นต้องเป็นไปเพื่อความยุติธรรม ประการที่สามคือ ต้องพร้อมที่จะรับทุกข์ทรมานจนถึงที่สุด  สำหรับเงื่อนไขสามประการนี้ชาวมุสลิมสามารถเข้าใจได้โดยง่าย   นักวิชาการหลายท่านเสนอว่า มีความเป็นไปได้ที่อิทธิพลของคำสอนในศาสนาอิสลามดังกล่าวจะมีปรากฏอยู่ในอหิงสาของคานธี และสิ่งนี้สามารถนำมาใช้เป็นปัจจัยอธิบายได้หรือไม่
                นักวิชาการหลายท่านก็ได้สรุปแนวทางสันตวิธีหรืออหิงสานั้นว่า แนวทางนี้นั้นจะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อใช้คู่กับสัจจะ แต่ดูเหมือนว่าสัจจะหรือความจริงในโลกสมัยใหม่นี้กลับสลับซับซ้อนเกินกว่าจะสามารถรับรู้โดยสามัญสำนึกหรือความเข้าใจในระดับทั่วๆไปได้ แต่ชาวมุสลิมควรที่จะเข้าใจแนวคิดอหิงสาได้ดีกว่าคนอื่น เพราะแนวคิดสามารถบรรลุถึงแก่นแท้ของศาสนา การต่อสู้ของชาวมุสลิมก็ย่อมเป็นการต่อสู้ในนามของพระผู้เป็นเจ้า และเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของเอกองค์อัลเลาะห์สำหรับมุสลิมทั้งหลายคือ สัจจะ นั่นเอง แนวคิดอหิงสาของคานธีซึ่งไม่สามารถแยกออกจากสัจจะได้ จึงควรเป็นสิ่งดึงดูดใจอย่างยิ่งสำหรับชาวมุสลิมทุกคน

นางสาวบานชื่น  ผกามาศ 
ที่มา :  ชัยวัฒน์  สถาอานันท์ .(2544) .ท่วงทำนองอิสลามในอหิงสาของคานธี .สารคดี ,17(201) ,147-152

วัฒนธรรมการแต่งกายวัยรุ่นไทย


วัฒนธรรมการแต่งกายวัยรุ่นไทย
สังคมไทยในทุกวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจ มาสู่รูปแบบสังคมอุตสาหกรรมตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆที่ได้หลั่งไหลเข้ามา ทำให้เกิดการแพร่หลายทางวัฒนธรรมเข้ามาสู่สังคมไทยมากขึ้น โดยวัฒนธรรมที่สังคมไทยรับเข้ามาไม่เพียงแต่ทางตะวันตกเท่านั้น ทางตะวันออกเองก็เข้ามีบทบาทชัดเจนด้วยเช่นกัน อาทิเช่นเกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น  วัฒนธรรมทั้งสองแห่งนี้ ทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆด้าน                                     การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดทั้งข้อดีและข้อเสียต่อสังคม  ตัวอย่างด้านหนึ่งของสังคมที่ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นปัญหาที่ผู้ใหญ่ๆหลายคนหนักใจและพยายามแก้ไขให้อยู่ในประเพณีอันดีงามของไทยเหมือนเดิม นั่นคือ การแต่งกายของวัยรุ่นไทยปัจจุบัน  ที่มักแต่งกายยั่วยวน เซ็กซี่ จนก่อให้เกิดคดีอาชญากรรม  การข่มขืนกระทำชำเราหลายต่อหลายคดีมาแล้ว
                การแต่งกายของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลทั้งจากทางตะวันตกและตะวันออก      แต่ภายหลังมานี้ วัฒนธรรมเกาหลีและญี่ปุ่นจะได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะด้านการแต่งกายเท่านั้น การเต้น การร้องเพลง ศิลปินดาราของเกาหลีและญี่ปุ่น ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทั้งโทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์  อินเทอร์เน็ต จึงทำให้การติดตามข่าวสารในเรื่องเหล่านี้ทำให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ซึ่งแนวทางการติดตามข่าวสารดังกล่าวนี้ ทำให้วัยรุ่นซึมซับวัฒนธรรมเหล่านั้นมาโดยไม่รู้ตัว จนกลายมาเป็นวัฒนธรรมผสมผสานจนบ่อยครั้งที่แยกไม่ออกว่าเป็นวัฒนธรรมของชาติไหน
                สื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ถือว่าเป็นตัวนำหลักของการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านการแต่งกายที่ชัดเจนมากที่สุด เพราะไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ  อินเทอร์เน็ต ต่างก็พยายามหาข้อมูลที่ผู้คนให้ความสนใจมาเผยแพร่ ยกตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมเกาหลีที่เข้ามามีบทบาทมากในหมู่วัยรุ่น เนื่องมาจากละครของประเทศเกาหลีที่นำมาเผยแพร่ผ่านทางรายการโทรทัศน์ของไทย ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากทั้งทางด้านการแต่งกาย อาหาร วัฒนธรรมท้องถิ่น ประกอบกับสถานที่ถ่ายทำละครนั้นมีความสวยงาม ชวนให้ไปท่องเที่ยวในสถานที่นั้นๆ ยิ่งทำให้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการโฆษณาเพลงของนักร้อง และดาราเกาหลี ที่มีการแต่งกายที่แหวกแนว มีการ เจาะรูตามร่างกาย  กระโปรงสั้น เสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดลายตา แม้แต่กระทั่งทรงผมก็มีความแปลกใหม่และแปลกตาเป็นอย่างมาก  อินเทอร์เน็ตก็เป็นสื่ออีกแขนงหนึ่งที่มีข้อมูลข่าวสารด้านแฟชั่นต่างๆของเกาหลี ที่จะมีการรายงานข้อมูลต่างๆอยู่เสมอๆ  ทำให้วัยรุ่นไทยเกิดการลอกเลียนแบบ  อยากที่จะแต่งตัวตามดาราหรือนักแสดงเกาหลีคนนั้น คนนี้บ้าง   จึงมีการแต่งกายที่เปิดเผยให้เห็นส่วนของเนื้อหนังมากขึ้น ทั้งรัดรูป เกาะอก  สายเดี่ยว  กางเกงขาสั้น เป็นต้น  นี่เป็นเพียงตัวอย่างจากวัฒนธรรมการแต่งกายเพียงแค่ชาติเดียวเท่านั้น แท้จริงแล้วพบว่าวัยรุ่นไทยได้ซึมซับวัฒนธรรมการแต่งกายมาจากหลากหลายประเทศ จึงทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีแฟชั่นการแต่งกายใหม่ๆ ออกมาเสมอ
                การปรับปรุงแก้ไขด้านการแต่งกายของวัยรุ่นนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยากพอสมควร เพราะมักจะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งร้านค้าขายเสื้อผ้าแฟชั่นจะมีเสื้อผ้าใหม่ๆที่น่าสนใจออกมาขายให้กับวัยรุ่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งตลาดนัดธรรมดาก็จะพบเห็นเป็นประจำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้วัยรุ่นแต่งกายกันตามแฟชั่นอยู่ตลอด  เพราะฉะนั้นควรที่จะปลูกฝังค่านิยมการแต่งกายเสียใหม่ให้กับวัยรุ่น
ภาครัฐและภาคเอกชนต้องเข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงดูแลเรื่องสื่อและเทคโนโลยีต่างๆด้วยเช่น การรณรงค์การแต่งกายมิดชิด สื่อสาธารณะ(ดารานักแสดง นักร้อง )ควรเป็นกลุ่มตัวอย่างในการแต่งกาย และขณะเดียวกันก็ควรแสดงถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยด้วย ในส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองเองก็ต้องคอยดูแลลูกหลานของตนเอง ปลูกฝังให้รักนวลสงวนตัว ไม่ให้แต่งกายมิดชิดไม่เปิดเนื้อหนังมากเกินแต่ก็ไม่ควรให้เด็กรู้สึกว่าก้าวก่ายมากเกินไป และต้องเป็นแบบอย่างให้กับเด็กๆด้วย  ที่สำคัญที่สุดคือ เยาวชนหรือวัยรุ่นเองก็ต้องรู้จักแต่งกายให้รัดกุม มิดชิด ไม่เปิดให้เห็นเนินอก หรือขาสั้นจนเกินงาม วัยรุ่นควรที่จะป้องกันอันตรายด้วยการสร้างจิตสำนึกแก่ตนเองเช่นกัน อย่ามัวแต่ให้คนอื่นมาคอยดูแลเพียงฝ่ายเดียว  นั่นจึงจะทำให้ปัญหาด้านการแต่งกายของวัยรุ่นที่ผิดไปจากวัฒนธรรมการแต่งกายของไทยแบบเดิมนั้นกลับมาเหมาะสมตามเดิม
                แม้ว่าการแต่งกายจะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่หากวัยรุ่นไทยยังคงมีการแต่งกายที่ล่อแหลม ยั่วยวนกิเลสของผู้ชาย แต่งกายไม่เหมาะสมกับคติคำสอนของไทยอย่างเช่นทุกวันนี้ ปัญหาอาชญากรรมก็คงจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยอีกนับไม่ถ้วน และที่สำคัญคือ วัฒนธรรมการแต่งกายอันดีงามของไทยคงสูญหายไปอย่างแน่นอนในภายภาคหน้า อนาคตลูกหลานจะไม่เข้าใจว่า สิ่งไหนเป็นวัฒนธรรมของไทย สิ่งไหนเป็นวัฒนธรรมของต่างชาติ  จะรอให้ใครคนใดคนหนึ่งเริ่มต้นแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนก่อนจึงจะทำตามไม่ได้ คนไทยทุกคนต้องสำนึกได้ถึงความสำคัญและเป็นคนเริ่ม ทั้งเยาวชน ผู้ปกครอง ภาครัฐ  ภาคเอกชน และสังคมต้องคอยช่วยกันดูแลและส่งเสริมการแต่งกายของเด็กไทยให้อยู่ในกรอบในจารีตประเพณีของไทย จึงจะทำให้สังคมไทยสามารถคงความเป็นไทยให้ลูกหลานได้เรียนรู้วัฒนธรรมอันดีงามของชาติต่อไป

นางสาวบานชื่น  ผกามาศ 

อ้างอิง
พรพิมล หล่อตระกูล. วัยรุ่นกับการแต่งตัว . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
                http://www.clinicdek.com/index.php?option=com_contened=1. (วันที่ค้นข้อมูล :
10 ธันวาคม 2554)
พระใบฏีกาอุดร อุตฺตรเมธี. สังคมไทยคาดหวังอะไรจากวัยรุ่นปัจจุบัน. [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก :
(วันที่ค้นข้อมูล : 4 ธันวาคม 2554)
ภัทริยา งามมุข. “การวิเคราะห์คุณลักษณะทางวัฒนธรรมไทยของนิสิตนักศึกษาใน
สถาบันอุดมศึกษา.” นักบริหาร.26(3) : 106-107. กรกฎาคม 2549.
วารุณี เขียวทอง. ปัญหาการแต่งกายของนักศึกษา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก :
http://sevenstars61.exteen.com/20080707/entry. (วันที่ค้นข้อมูล : 10 ธันวาคม 2554)
วิไลลักษณ์ เสรีตระกูล. “อินเทอร์เน็ตกับคนไทย.” นักบริหาร. 26(1) : 93-97. มกราคม 2549.

อิทธิพลของอารยธรรมอินเดีย อิสลาม และจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


อิทธิพลของอารยธรรมอินเดีย  อิสลาม และจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีอารยธรรมของหลายแห่งผสมกันอยู่อย่างแพร่หลาย ซึ่งก็แล้วแต่ละพื้นที่ว่าอารยธรรมแบบไหนจะเข้ามามีบทบาทมากกว่ากันเพราะพื้นที่ในภูมิภาคนี้มีทั้งภูมิประเทศแบบแผ่นดินใหญ่ และแบบหมู่เกาะ  จึงทำให้มีอารยธรรมที่แตกต่างกันไป  อารยธรรรมที่แพร่หลายในสมัยโบราณมีอยู่ สาม อารยธรรมนนั่นก็คือ อารยธรรมอินเดีย  อิสลาม และจีน ซึ่งแต่ละอารยธรรมก็จะมีลักษณะเด่นที่ไม่เหมือนกันจนเป็นรากฐานให้กับชาวเอเชียตั้งแต่โบราณเป็นต้นมา การเข้ามาของอารยธรรมทั้งสามนี้มีเข้ามาในช่วงเวลาที่ไม่ตรงกันทำให้การศึกษาลำดับการเข้ามาของแต่ละอารยธรรมนั้นง่ายและชัดเจน
            การติดต่อกันระหว่างอินเดียกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 2แล้ว แต่จากการศึกษาหลักฐานต่างๆพบว่าระหว่างสองภูมิภาคนี้มีการติดต่อกันมากขึ้นในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 7-8 อาจกล่าวได้ว่าพ่อค้าอินเดียเดินทางเข้ามาติดต่อกับชาวพื้นเมืองด้วยการให้ของขวัญ ยารักษาโรค ก่อนจะหยุดพักเพื่อรอลมมรสุมจึงค่อยเดินทางกลับ ระหว่างนั้นจึงเรียนรู้ภาษาพื้นเมืองและยังมีการแต่งงานกับคนพื้นเมืองก่อนที่พวกพราหมณ์และพระภิกษุจะเดินทางเข้ามา อีกทั้งคนภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองก็ได้เดินทางไปศึกษาหรือค้าขายที่อินเดียแล้วรับวัฒนธรรมกลับเข้ามาด้วย จึงทำให้ในช่วงนี้อารยธรรมของอินเดียมีการแพร่ขยายมากกว่าอารยธรรมอื่นๆ ซึ่งพบเห็นได้หลายทาง เช่น ทางด้านศิลปะและพุทธศาสนา พบพระพุทธรูปแบบอมราวดีซึ่งเป็นรูปแบบทางภาคใต้ของอินเดียมีปรากฏอยู่หลายแห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ตัวอักษรที่ใช้ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ก็ล้วนมีรากฐานมาจากตัวอักษรสมัยราชวงศ์ปัลลวะ ทางภาคใต้ของอินเดีย ตลอดจนชื่อสถานที่ที่มีลักษณะคล้ายกับอินเดียและประเพณีที่มีต้นกำเนิดคล้ายกับราชวงศ์ปัลลวะด้วย เป็นต้น
เหตุที่อินเดียมีการติดต่อกันมากขึ้นนั้นเกิดจากหลายสาเหตุ       ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการที่ศาสนาพุทธในอินเดียนั้นรุ่งเรืองไม่กีดขวางการเดินทางร่วมกับผู้อื่นและเปิดโอกาสให้ทุกชนชั้นสามารถเดินทางออกนอกประเทศเหมือนพวกพราหมณ์ได้ ซึ่งทำให้มีการเผยแพร่พุทธศาสนาไปพร้อมๆกับการค้าขายของพวกพ่อค้าที่ต้องการสินค้าฟุ่มเฟือย คือ ทอง ไม้หอม และยางไม้หอม และที่สำคัญเช่นเดียวกันก็คือ ชาวอินเดียรู้จักการต่อเรือและวิถีลมมรสุมทำให้การเดินทางนั้นแม่นยำและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าพ่อค้าชาวอินเดียเป็นพวกแรกที่เดินทางเข้ามาก่อน ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมกันทำให้ในระยะนี้เกิดอาณาจักรขึ้นมา เช่น การสมรสของพราหมณ์อินเดียกับสตรีพื้นเมืองแต่งตั้งตัวเองเป็นหัวหน้ากลายมาเป็นอาณาจักรฟูนัน เป็นต้น
            อิสลามมาถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยพวกพ่อค้าที่เดินทางเข้ามาทางเรือเพื่อมาติดต่อค้าขายกับคนในแถบนี้ก็ได้นำศาสนาเข้ามาด้วย  โดยเริ่มต้นด้วยการเผยแผ่ให้กับชนชั้นปกครองในเมืองใหญ่ๆ และแถบชุมชนพ่อค้า โดยการจะเปลี่ยนศาสนาเป็นอิสลามนี้จะไม่ใช่การบีบบังคับคือจะแล้วแต่ความศรัทธาของแต่ละคน วิธีการก็จะเทศนาสั่งสอนและเกลี้ยกล่อมชักชวน ไม่ใช้การขู่เข็ญ ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะเด่นของศาสนาอิสลาม  ลักษณะของศาสนาอิสลามบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะแตกต่างไปจากแถบอื่นเพราะพื้นที่อื่นๆจะเต็มไปด้วยลักษณะทางไสยศาสตร์เวทมนตร์และเรื่องลึกลับแต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะกลับกลายเป็นเรื่องเชิงวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล เดินทางสายกลางจึงทำให้คนในแถบนี้มีจิตใจที่กว้างและงดงามไม่หยาบกระด้าง ซึ่งหากเป็นที่อื่นจะมองว่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้เป็นพวกที่ทำตัวสอดคล้องกับความเป็นสมัยใหม่ นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมที่คนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับก็คือ ด้านขันติธรรม ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องหมายประจำศาสนาอิสลามในพื้นที่นี้
            อาณาจักรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการเผยแผ่ศาสนาอิสลามก็มีหลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น ชาวมาเลเซียที่จะสนใจในสิ่งที่เป็นปัจจุบันมากว่าที่จะเชื่อและงมงายอยู่กับเรื่องลึกลับ และยังเป็นอาณาจักรที่เป็นที่ชุมนุมการค้าขายระหว่างชาติต่างๆด้วยจึงทำให้อิสลามมีแพร่หลายอยู่ในมาเลเซีย     แถบหมู่เกาะสุมาตรา(เปอร์ลัก)มีการบูชาเจว็ดในอดีตแต่เมื่อมีการติดต่อกับพ่อค้าซาราเซนทำให้คนเหล่านี้เปลี่ยนมารับกฎของมูฮัมหมัด  เป็นต้น
            การเผยแพร่วัฒนธรรมของจีนลงมาทางใต้ของประเทศนั้นจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการครองราชย์ของจักรพรรดิจีนแต่ละราชวงศ์ และปัญหาภายในประเทศจนทำให้ต้องถอยร่นลงมาทางใต้เป็นเสมือนการสำรวจดินแดนทางตอนใต้ ทำให้การติดต่อกันระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีความสัมพันธ์กันเป็นระยะๆแต่มีก็มีความต่อเนื่องอยู่ตลอด และที่สำคัญคืออิทธิพลของอินเดียและอิสลามนั้นเริ่มเสื่อมลงทำให้จีนมีการแผ่อิทธิพลได้ง่ายมากยิ่งขึ้น การติดต่อกับดินแดนทางตอนใต้ของจีนนั้นมุ่งเพียงเพื่อประกาศเกียรติยศศักดิ์ศรีและเพิ่มพูนความรู้ในทางพุทธศาสนาของตนเองเท่านั้น ไม่ได้ต้องการที่จะแผ่อิทธิพลทางการเมืองและทางเศรษฐกิจให้กับอาณาจักรนั้นๆ เหมือนกับอิทธิพลของอิสลาม ในสมัยของราชวงศ์ฮั่นอาณาจักรเวียดนามอยู่ภายใต้อาณานิคมของจีน เวียดนามจึงได้กลายมาเป็นตัวเชื่อมต่อในการแผ่อิทธิพลเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อิทธิพลของพุทธศาสนาก็เป็นตัวการหลักที่ทำให้จีนมีการติดต่อกับอาณาจักรต่างๆมากมายที่นับถือพุทธศาสนาตั้งแต่ตอนที่อินเดียนำวัฒนธรรมนี้เข้ามา ที่เห็นได้ชัดคืออาณาจักรศรีวิชัยที่ในสมัยราชวงศ์สุ้งใต้มีการส่งทูตและคอยช่วยเหลือด้านกองทัพในการตีชวาด้วย เหตุเพราะศรีวิชัยเป็นอาณาจักรพาณิชยกรรม ซึ่งควบคุมเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างจีนและอินเดียผ่านไปมาเพื่อค้าขายกันอยู่เสมอ และที่สำคัญอาณาจักรศรีวิชัยนี้มีความเจริญทางด้านพุทธศาสนาทำให้ง่ายต่อการเดินทางมาศึกษาพระธรรมของชาวจีน แทนที่จะเดินทางไปที่อินเดียซึ่งขณะนั้นพุทธศาสนาในอินเดียมีความเสื่อมแล้ว สำหรับอาณาจักรอื่นก็มีการติดต่อกันอยู่บ้างแต่ไม่ได้ชัดเจนเท่ากับเวียดนามและศรีวิชัย เช่นอาณาจักรฟูนันที่จีนได้มีการส่งทูตเข้าไปภายในอาณาจักร  และอาณาจักรเจนละที่ปรองดองและติดต่อกับจีนอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น
            การเข้ามาของอารยธรรมทั้งสามนั้นเป็นเสมือนการวางรากฐานทางด้านการปกครอง การเมือง เศรษฐกิจ วิถีการดำเนินชีวิต และอื่นๆอีกมากมายให้แก่คนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่อารยธรรมที่มีแพร่หลายอย่างกว้างขวางก็น่าจะเป็นอินเดีย รองลงมาคือจีน และอิสลามเป็นลำดับสุดท้าย แม้ว่าหลายประเทศจะมีการติดต่อกับจีนมานานกว่าอินเดียแต่ว่าอินเดียนั้นไม่ได้ขยายอำนาจมาคุกคามอาณาจักรต่างๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนกับจีน ทำให้อารยธรรมอินเดียมีอยู่ในหลายอาณาจักร ในขณะที่จีนจะเด่นอยู่ไม่มากนัก เช่น เวียดนามที่ตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมของจีนก่อนที่จีนจะติดต่อกับแถบทางใต้ และอาณาจักรศรีวิชัยที่จีนต้องการเผยแผ่ศาสนาพุทธแล้วเป็นเมืองท่าสำหรับการค้าขายด้วยจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น เป็นต้น ในขณะที่อินเดียนั้นมีการเผยแผ่ศาสนาพร้อมกับแจกของขวัญ ให้ยารักษาโรคต่างๆ และยังมีการค้าที่สะดวกเรื่องการเดินทางอีกด้วยจึงทำให้เป็นที่แพร่หลายมากกว่า แต่ที่สำคัญคือชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับวัฒนธรรมอินเดียแล้วนำมาผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของตนเองทำให้จึงปรากฏอารยธรรมอินเดียในทุกอาณาจักร  ในทางกลับกันอิสลามนั้นเข้ามาโดยการค้าของพ่อค้าเช่นเดียวกับอินเดีย แต่การแพร่หลายของอิสลามนั้นจะเป็นพวกชนชั้นปกครองมากกว่าและผู้ปกครองเผยแผ่ให้กับประชาชนด้วยความสมัครใจ ด้วยอารยธรรมเหล่านี้ทำให้ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีรากฐานที่มั่นคงมาตั้งแต่โบราณจนปัจจุบันก็ยังคงมีให้เห็นกันอยู่ และยังทำให้เกิดการพัฒนาต่างๆอย่างไม่หยุดยั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเดินทาง ศิลปะ เทคโนโลยี และต่างๆอีกมากมายจนถึงทุกวันนี้


นางสางบานชื่น  ผกามาศ

ผลผลิตของประเทศสยามและข้อแรกคือป่าไม้


ผลผลิตของประเทศสยามและข้อแรกคือป่าไม้
                จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ได้บันทึกถึงป่าไม้ที่อยู่ในประเทศสยามของเรานั้นหลายชนิด พร้อมทั้งได้อธิบายลักษณะ และการนำไปใช้ประโยชน์ของไม้แต่ละชนิด เช่น ต้นไผ่ ต้นไทร ฝ้ายและนุ่น ต้นไม้ที่ให้น้ำและยาง ต้นไม้ที่ใช้เปลือกทำเป็นกระดาษ เป็นต้น
                ลาลูแบร์ได้บันทึกว่าประเทศสยามของเรานั้นแทบจะไม่ได้รับการปรับปรุงที่ดินเลย แต่ก็เต็มไปด้วยป่าไม้นานาชนิด ต้นไม้ชนิดที่มีชื่อเสียงมากเรียกกันว่า “ต้นไผ่” เป็นต้นไม้จำพวกเดียวกันกับแขม มีลำต้นตรงสูงและยาว มีใบน้อย สีซีดๆ ในลำต้นนั้นกลวงและงอกแตกหน่อแทงขึ้นมาจากดินได้ จะเกิดถี่และเสียดสีกันมาก เนื้อของไม้ไผ่นั้นยากที่จะตัดเพราะว่าเนื้อหนามาก ชาวสยามนั้นมักจะใช้ไม้ไผ่มาสีกันให้เกิดเป็นไฟได้ด้วย และด้วยความที่เป็นพืชจำพวกเดียวกันกับแขมนั้นไม้ไผ่ย่อมจะมียางและน้ำตาล น้ำตาลจากต้นไผ่นี้มีชื่อเสียงอยู่ในกลางประเทศอินเดียเป็นอย่างมากจะถือว่าใช้เป็นโอสถวิเศษก็ว่าได้ เพราะสามารถบำบัดโรคได้หลายประเภท
                สำหรับต้นไทรหรือต้นไม้แห่งรากนั้น ลาลูแบร์บันทึกไว้ว่าหากมีเล็กน้อยไว้ในที่นอนแล้วจะสามารถกำจัดยุงได้ ลักษณะกิ่งของมันนั้นมีสายหลายสายห้อยลงมาถึงพื้นดิน แล้วจะแตกรากเกิดเป็นลำต้นใหม่ขึ้นมาเท่าจำนวนของสายที่ห้อยย้อยลงมา ซึ่งหากมันขยายออกไปกว้างจะมองดูคล้ายหุบเหวหนึ่งเลยทีเดียว แต่ลาลูแบร์ก็เคยเห็นชาวสยามใช้วิธีอื่นในการกำจัดยุง อาจเป็นเพราะว่าเนื้อไม้ชนิดนี้หายาก หรืออาจจะไม่เชื่อในสรรพคุณของต้นไม้นี้ก็เป็นได้
                ชาวสยามนั้นยังมีพฤกษาชาติที่อำนวยประโยชน์ในการทำหมอนและยัดเบาะที่นั่งด้วย นั่นก็คือฝ้ายและนุ่น ลักษณะคล้ายกับสำลีอย่างละเอียด แต่ใยนั้นเป็นใยที่สั้นๆไม่สามารถนำมาปั่นให้เป็นเส้นด้ายได้ 
                ชายสยามได้น้ำมันชนิดต่างๆจากต้นไม้บางชนิด นำไปผสมกับซีเมนต์จะทำให้มีความเหนียวยิ่งขึ้น งานฉาบผนังหรือกำแพงที่ออกมาก็จะเกลี้ยงเกลา ผ่องเป็นมันราวกับหินอ่อน และอ่างน้ำที่ใช้ปูนซีเมนต์ชนิดนี้ยังสามารถเก็บน้ำได้ดีกว่าการทำด้วยดินเหนียวอีกด้วย
                การทำกระดาษของชาวต่างชาตินั้นใช้ผ้าขี้ริ้วบดให้ละเอียดแต่ชาวสยามนั้นทำจากผ้าฝ้ายเก่าๆและยังทำจากเปลือกของต้นข่อยด้วย ซึ่งก็ต้องนำมาบดละเอียดเช่นเดียวกัน แต่คุณภาพที่ออกมามีความหนาบางไม่สม่ำเสมอ เนื้อกระดาษและความขาวผ่องก็ด้อยกว่าของต่างชาติ จะเขียนด้วยดินสอซึ่งเป็นดินเหนียวที่ปั้นแล้วนำมาตากแดด หนังสือก็จะไม่มีการเย็บเข้าเล่ม แต่จะพับเป็นแผ่นยาวเหยียด นอกจากกระดาษแล้วชาวสยามยังมีการจารึกอักษรด้วยเหล็กจารึกลงบนใบลาน ที่ตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมยาวมากแต่จะกว้างน้อยจะใช้เขียนชาดกและมนต์ตราต่างๆสำหรับภิกษุสวดกันในวัด
                ประเทศสยามมีไม้คุณภาพที่ไว้สำหรับต่อเรือกำปั่น และทำเสากระโดง เชือกนั้นใช้ใยในกาบมะพร้าว และใบเรือทำด้วยเสื่อกกผืนใหญ่ ถึงแม้ว่าจะไม่ดีสู้กับของต่างชาติไม่ได้แต่ก็มีประโยชน์มากกว่า เพราะมีน้ำหนักเบาและอุ้มลมได้ดีกว่า นอกจากสร้างเรือแล้วยังมีไม้ที่ไว้สำหรับสร้างบ้านเรือน มีทั้งไม้ที่เบาและหนักที่สุด ทั้งที่ง่ายและยากต่อการผ่าหรือตัด ชาวยุโรปเรียกว่า “ไม้มารี”  ส่วนไม้ที่มีน้ำหนักมากและแข็งที่สุดเรียกว่า “ไม้เหล็ก”   ซึ่งหากเป็นไม้ที่สูงและลำต้นตรงท่อนเดียวก็อาจทำให้เรือ หรือที่ชาวโปรตุเกสเรียกว่า บาล็อง ลาลูแบร์บันทึกไว้ว่าชาวสยามใช้วิธีขุดในท่องซุงนั้น แล้วใช้ความร้อนค่อยเบิกปากให้เรือผายออก เลือกไม้ที่ยาวเท่ากันมาต่อเป็นกาบ เอาไม้ต่อหัวเรือให้สูงเชิดและท้ายเรือให้ยื่นออกไปข้างหลัง
                นอกจากทั้งหมดนี้แล้ว ชาวสยามยังมีอบเชยถึงแม้ว่าจะด้อยกว่าของเกาะสิงหล แต่ก็นับว่าดีกว่าของที่อื่นๆแล้ว และยังมีไม้กฤษณาหรือไม้ขอนดอกด้วย แต่ลาลูแบร์ก็ได้บันทึกไว้ว่าแม้ชาวสยามจะมีไม้มากชนิดก็ไม่ปรากฏว่ามีชนิดที่ชาวยุโรปนั้นรู้จัก และยังไม่มีไหมและป่านลินินด้วย
                จากการศึกษาจดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ เรื่องผลผลิตของประเทศสยามและข้อแรกคือป่าไม้ จะเห็นได้ว่าสมัยอยุธยานั้นประเทศไทยของเรามีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและป่าไม้มาก มีการนำต้นไม้นานาชนิดมาทำประโยชน์เป็นเครื่องบริโภค  เมื่ออ่านแล้วก็ได้รู้สึกชื่นชมลาลูแบร์ที่ได้บันทึกเรื่องราวของธรรมชาติในประเทศไทยในสมัยอยุธยาให้พวกเราได้ศึกษากัน อ่านแล้วอยากจะเกิดเป็นคนในสมัยอยุธยาแล้วกลับมาเปรียบเทียบว่าปัจจุบันกับในสมัยอยุธยาว่ายุคไหนสมัยไหนดีกว่ากัน เพราะว่าอ่านแล้วเข้าใจง่ายไม่ได้มีภาษาที่ยาก ไม่ต้องมาแปลอีกครั้งหนึ่ง สามารถจินตนาการตามความที่บันทึกได้

นางสาวบานชื่น  ผกามาศ  
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  เอกประวัติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา
มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์. (2548). จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม (พิมพ์ครั้งที่ 2).
        นนทบุรี: ศรีปัญญา, หน้า 50-55